ฟุตบอลโลก... ของขวัญจากพ่อ ที่เกือบถูกการพนันพรากไป
ฟุตบอลคือของขวัญชิ้นแรกที่พ่อมอบให้ คุณณิชาภา ลี้เลิศกิจ ไม่ใช่ลูกฟุตบอล ไม่ใช่เสื้อทีมโปรด และไม่ใช่ตั๋วเข้าชมการแข่งขัน แต่เป็นช่วงเวลาที่ทั้งสองได้ใช้ร่วมกันมาตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก สำหรับเธอ ฟุตบอลไม่เคยเป็นเพียงกีฬา หากคือภาษาที่พ่อกับลูกใช้สื่อสารกัน เป็นเสียงหัวเราะหลังเสียงนกหวีด เป็นความทรงจำที่ค่อย ๆ สะสมขึ้นจากการนั่งดูการแข่งขันเคียงข้างกัน จนกลายเป็นความผูกพันที่ยากจะอธิบาย
ตอนอายุเพียงเจ็ดขวบ พ่อมักเรียกให้เธอช่วยจดตัวเลข เด็กหญิงในวันนั้นไม่เคยตั้งคำถามว่าตัวเลขเหล่านั้นคืออะไร รู้เพียงว่าพ่อต้องการให้ช่วย เพราะเธอเขียนหนังสือสวย อ่านลายมือออก และจับประเด็นเก่ง จึงกลายเป็นคนจดโพยบอลให้พ่ออยู่เสมอ โดยไม่รู้เลยว่า ตัวเลขเหล่านั้นคือส่วนหนึ่งของการพนันฟุตบอล
เมื่อเติบโตขึ้น ความรักในฟุตบอลกลับยิ่งงอกงาม พ่อฝากให้อัดเทปการแข่งขันไว้ระหว่างที่ต้องไปเฝ้าแม่คลอดน้อง ด้วยความสงสัย เธอจึงเปิดดู และวันนั้นเองที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งตกหลุมรักเกมลูกหนังจากลีลาของ คริส วอดเดิล นักเตะทีมชาติอังกฤษ ก่อนจะเริ่มอ่านนิตยสารฟุตบอลทุกสัปดาห์ เฝ้ารอหนังสือฟุตบอลทุกวันจันทร์ ติดตามนักเตะคนโปรด และกลายเป็น "คอบอลตัวจริง" ในสายตาของเพื่อน ๆ ความทรงจำที่งดงามที่สุด คือการได้เดินทางไปชมฟุตบอลโลกร่วมกับพ่อที่ประเทศเกาหลีใต้ ได้เชียร์ทีมโปรดทั้งในสนามและหน้าจอโทรทัศน์ สำหรับเธอ ฟุตบอลไม่ใช่การพนัน แต่มันคือช่วงเวลาของครอบครัว เป็นความสุขเล็ก ๆ ที่ไม่มีสิ่งใดทดแทนได้
แต่ในขณะที่ลูกสาวกำลังหลงรักฟุตบอล พ่อกลับค่อย ๆ หลงเข้าไปในโลกอีกใบ โลกที่เริ่มต้นจากการเดิมพันเพียงเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ กลืนกินทุกอย่างโดยไม่มีใครรู้ตัว ตอนเด็กเธอไม่เคยเห็นว่าการพนันสร้างปัญหาอะไร พ่อมีทั้งวันที่ได้และวันที่เสีย ชีวิตยังดำเนินไปเหมือนครอบครัวทั่วไป จนเมื่อเติบโตพอจะเข้าใจ เธอจึงเริ่มมองเห็นคำตอบของคำถามที่ติดอยู่ในใจมาตลอดว่า ทำไมพ่อกับแม่ทะเลาะกันเรื่องเงินครั้งแล้วครั้งเล่า ทำไมความฝันของครอบครัวถึงค่อย ๆ หายไป และทำไมทรัพย์สินที่พ่อแม่สร้างมาทั้งชีวิตจึงเริ่มร่อยหรอลงอย่างไม่มีใครอธิบาย
ครั้งแรกที่ครอบครัวเผชิญวิกฤต เธอตัดสินใจบอกพ่อว่า หากจำเป็นก็ขายทรัพย์สินที่ตั้งใจเก็บไว้ให้เธอได้ เพราะเพิ่งเรียนจบ ยังมีเวลาหาใหม่ แต่เธอไม่รู้เลยว่านั่นเป็นเพียงระลอกแรก หลังจากนั้นปัญหาก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง หนักกว่าเดิม เงินทุนของธุรกิจครอบครัวที่เคยมีหลายสิบล้านบาท เหลือจริงเพียงไม่กี่ล้าน หญิงสาวที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงานต้องกลายเป็นคนประคองธุรกิจด้วยเงินทุนอันจำกัด หลายครั้งต้องนำทองและทรัพย์สินส่วนตัวไปขายเพื่อนำเงินมาหมุนกิจการ จนเจ้าของร้านทองเริ่มจำหน้าได้
แต่สิ่งที่เจ็บปวดที่สุด ไม่ใช่การสูญเสียเงิน หากเป็นการเห็นครอบครัวค่อย ๆ แตกสลายต่อหน้าต่อตา แม่ที่พยายามประคับประคองชีวิตคู่มาตลอด ต้องยอมเซ็นใบหย่า ทั้งที่ไม่เคยอยากทำ ญาติพี่น้องต้องเข้ามาช่วยเหลือเรื่องหนี้สิน ครอบครัวที่เคยมีฐานะมั่นคงต้องใช้ชีวิตอย่างประหยัด แม้แต่การเดินทางไปเยี่ยมลูกสาวที่แต่งงานอยู่ต่างประเทศก็ยังกลายเป็นเรื่องเกินกำลัง สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุด ไม่ใช่ฐานะของครอบครัว แต่คือพ่อ
"เหมือนเป็นคนละคน"
ประโยคสั้น ๆ ที่เธอเอ่ยออกมาไม่ได้เกิดจากความโกรธ หากเกิดจากความเจ็บปวดของคนที่เห็นคนที่รักที่สุดค่อย ๆ หายไปต่อหน้าต่อตา วันที่รู้ว่าพ่อนำทองรับขวัญของหลานไปขาย คนในบ้านต้องมานั่งคุยกันว่าจะเปลี่ยนรหัสตู้เซฟหรือไม่ เพราะไม่มีใครรู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ทั้งที่ในอดีต พ่อคือคนที่รักลูก รักหลาน และพร้อมเสียสละเพื่อครอบครัวเสมอ
จากลูกสาวที่เคยนั่งเชียร์บอลอยู่ข้างพ่อ วันหนึ่งเธอต้องเดินเข้าไปคุยกับเจ้าหนี้ ต้องคอยห้ามไม่ให้พ่อไปยืมเงินเพิ่ม และต้องยอมทำให้พ่อเสียหน้า เพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลามไปมากกว่าเดิม
"เราต้องยอมฉีกหน้าพ่อ"
คำพูดนี้ไม่ได้สะท้อนความโกรธ แต่สะท้อนความจำเป็นของลูกสาวคนหนึ่งที่กำลังพยายามรักษาครอบครัวไว้ให้ได้
วันหนึ่งเธอตัดสินใจถามพ่ออย่างตรงไปตรงมาว่า "ทำไมถึงหยุดเล่นไม่ได้" พ่อนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบว่า "ได้ก็อยากได้อีก...เสียก็อยากเอาคืน" เมื่อถามต่อว่าจะหยุดเมื่อไร คำตอบที่ได้รับกลับสั้นยิ่งกว่าเดิม "พ่อก็ไม่รู้" คำนั้นทำให้เธอเข้าใจว่า การพนันไม่ใช่เพียงการตัดสินใจของคนคนหนึ่งอีกต่อไป แต่มันกำลังเป็นฝ่ายควบคุมความคิด การใช้ชีวิต และเหตุผลของเขา จนแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะหลุดพ้นได้อย่างไร
โชคดีที่เรื่องราวของครอบครัวนี้ไม่ได้จบลงด้วยความสูญเสียทั้งหมด เมื่อชีวิตเดินมาถึงทางตัน พ่อเลือกบวชเป็นเวลาห้าปี ใช้ชีวิตห่างจากสิ่งยั่วยุ และค่อย ๆ กลับมาเป็นคนเดิม วันนี้เขากลับมารักลูก ดูแลครอบครัว และพยายามชดเชยเวลาที่สูญเสียไป แต่คุณณิชายอมรับว่า แม้พ่อจะเปลี่ยนแล้ว ความกลัวของคนในบ้านก็ไม่เคยหายไป ทุกครั้งที่เห็นพ่อมีเงิน คำถามเดิมก็ยังผุดขึ้นมาเสมอว่า "เขาจะกลับไปเล่นอีกหรือไม่" เพราะความไว้ใจที่แตกสลายแล้ว ไม่อาจซ่อมกลับคืนได้ภายในเวลาอันสั้น
เมื่อถูกถามว่า อยากฝากอะไรถึงคนที่กำลังเล่นพนันและคิดว่าผลกระทบจะเกิดกับตัวเองเท่านั้น เธอนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยประโยคที่กลั่นออกมาจากประสบการณ์ทั้งชีวิต
"นรกมีจริง...แต่มันคือนรกบนดิน"
เรื่องราวของคุณณิชาภาทำให้เห็นว่า ฟุตบอลไม่เคยเป็นผู้ร้าย สิ่งที่พรากความสุขของครอบครัวไป คือการพนันที่แฝงตัวอยู่หลังเกมการแข่งขัน เกมฟุตบอลอาจจบลงเมื่อกรรมการเป่านกหวีดหมดเวลา แต่ผลของการพนันอาจลากยาวไปอีกหลายปี ทำลายทั้งทรัพย์สิน ความสัมพันธ์ และความไว้วางใจที่ครอบครัวใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างขึ้น
เพราะในท้ายที่สุด คนที่เจ็บที่สุด อาจไม่ใช่คนที่วางเดิมพัน หากเป็นคนที่ไม่เคยเล่นพนันแม้แต่ครั้งเดียว แต่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับผลของมันไปตลอดชีวิต
การตัดสินใจของคุณณิชาภาในการถ่ายทอดเรื่องราวครั้งนี้ จึงไม่ใช่การรื้อฟื้นบาดแผลของครอบครัว หากเป็นการเปลี่ยนประสบการณ์อันเจ็บปวดให้กลายเป็นบทเรียนของสังคม เป็นความกล้าหาญของลูกสาวคนหนึ่งที่ยอมเปิดเผยเรื่องราวซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพื่อให้ผู้คนได้มองเห็นว่า การพนันไม่ได้ทำร้ายแค่คนเล่น แต่สามารถทำลายทั้งครอบครัวได้อย่างเงียบงัน
หากเรื่องราวของเธอทำให้ใครสักคนหยุดคิดก่อนวางเดิมพัน ทำให้ใครสักคนกล้าขอความช่วยเหลือ หรือทำให้ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งไม่ต้องเผชิญชะตาแบบเดียวกัน ความเจ็บปวดที่เธอเลือกแบ่งปันในวันนี้ ก็อาจกลายเป็นความหวังของใครอีกหลายคนในวันข้างหน้า
ขอขอบคุณ "คุณณิชาภา ลี้เลิศกิจ" ที่ถ่ายทอดเรื่องจริงด้วยความกล้าหาญ เพื่อให้สังคมได้เรียนรู้ว่า ฟุตบอลสามารถสร้างความสุขให้ผู้คนได้ แต่การพนันต่างหากที่อาจพรากทุกสิ่งไป และหวังว่าเรื่องเล่านี้จะเป็นทั้งอุทาหรณ์และสัญญาณเตือนใจ ให้ใครก็ตามที่กำลังเดินเข้าใกล้วงจรการพนัน ได้หยุดคิดก่อนที่เกมจะจบลง...แต่ชีวิตกลับเริ่มสูญเสีย.
#เชียร์บอลอย่าลืมแฟนรักแฟนอย่าทำฟาล์ว
#มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน